บทที่ 6 ไม่มีใครโชคร้ายไปได้ตลอด
ดานิกากำลังรู้สึกว่าชีวิตตัวเองสั้นลงไปอีกสิบปี
เธอมาอยู่หน้าตึกคณะของตัวเองอย่างปลอดภัยและทันเวลาพอดีเป๊ะ ในสภาพที่หน้าชาทั้งแถบ อีกทั้งยังเจ็บคอเพราะกรี๊ดมาตลอดทาง
“ฮ่าๆๆๆ สนุกดีเนอะ” ในขณะที่เธอยังใจเต้นแรงกับการขับรถแสนหวาดเสียวของเขา อีกฝ่ายกลับหัวเราะชอบใจ
เขาต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ รถของเขาก็ไม่ใช่ แถมยังเพิ่งจะขับครั้งแรก แต่กลับพาเธอซิ่งมุดข้างรถคันนั้นคันนี้อย่างกับการแข่งขันมอเตอร์ไซค์วิบาก หัวใจอีดานิกาจะวายตาย ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะมีชีวิตรอดมาจนถึงตรงนี้ได้
“คะ...คุณรีบเอารถไปคืนเดี๋ยวนี้เลยนะคะ เดี๋ยวเจ้าของเขามาหาแล้วจะไม่เจอ”
เธอบอกเขาเสียงสั่น ตอนนี้ความเจ็บจากการล้มก่อนหน้านี้ได้หายไปแล้ว ซึ่งทั้งหมดมันก็เป็นเพราะเขานั่นแหละ
นาวินทร์ได้ยินแล้วก็ตอบกลับยิ้มๆ “เอาไปคืนที่ไหน นี่รถฉันเอง”
“รถคุณเอง? ก็เมื่อกี้คุณบอกว่า...”
เห็นรอยยิ้มของเขาเธอก็เข้าใจได้ในทันที
ที่แท้เขาก็แค่นึกสนุกอยากแกล้งให้เธอหัวหมุนเล่นเท่านั้นเอง คิดแล้วเธอก็ได้แต่กัดริมฝีปากด้วยความเจ็บใจ
ตั้งแต่เมื่อวานเขาก็แกล้งเธอจนหนำใจแล้วมันยังไม่พอสินะ หรือว่าเพราะเห็นว่าเธอร้อนเงินรังแกง่าย เลยทำให้เขาอยากจะแกล้งไม่รู้จบ
“ไม่ขอบคุณสักคำ?”
ยังมีหน้ามาทวงคำขอบคุณอีก แม่ไม่ด่าเปิงก็ดีเท่าไรแล้ว
“ขอบคุณค่ะ”
เธอตอบกระแทกเสียงออกไปอย่างไม่เต็มใจนัก เพราะยังเคืองเขาอยู่หลายเรื่อง รวมถึงเรื่องเมื่อวานด้วย
แต่เขากลับทำเป็นไม่รับรู้ถึงความไม่พอใจของเธอ แล้วตอบกลับหน้าตาย
“ไม่ต้องเกรงใจ แล้วเย็นนี้ให้มารับไหม?”
“คะ?”
“ก็เธอเจ็บอยู่ จะกลับเองยังไงล่ะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ รถเมล์ก็กลับได้เหมือนกัน”
ระหว่างที่พูดอยู่นั้น จู่ๆ สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นเวลาที่นาฬิกาข้อมือของเขา มันเป็นเวลาแปดโมงห้านาที!
ซวยแล้ว!!
เธอไม่มีเวลามาต่อล้อต่อเถียงกับเขา รีบร้อนวิ่งขึ้นตึกไปอย่างลืมเจ็บ โดยมีเสียงของนาวินทร์ตะโกนไล่หลังมาติดๆ
“เดี๋ยวสิ แล้วสรุปให้มารับกี่โมง!”
“ไม่ต้องค่ะ ขอบคุณมาก!!”
ดานิกาวิ่งขึ้นมาที่ตึกเรียนด้วยความเร็วแสง พบว่าอาการเจ็บที่ชนกับเขาก่อนหน้านี้ได้หายเป็นปลิดทิ้ง คิดว่าคงเป็นเพราะความกลัวตายที่มีมากกว่าความเจ็บ เลยทำให้มันหายไปได้อย่างง่ายดาย
แต่ตอนนี้เธอไม่มีเวลามาสนใจหรอกว่าตัวเองจะเจ็บหรือไม่ เพราะคนอื่นกำลังรออยู่
เธอเปิดประตูห้องเรียนเข้าไปด้วยความรีบร้อน ทันใดนั้นเหล่านักศึกษาคนอื่นๆ ที่กำลังตั้งใจเรียนอยู่ก็ได้หันมามองทางอย่างพร้อมเพรียง ทุกอย่างเงียบสงบ มีเพียงสายตาที่จ้องมองเธอเหมือนเป็นอาชญากรยังไงยังงั้น
ในขณะที่ดานิกายืนหอบอยู่หน้าห้องในสภาพผมเผ้ารุงรัง ก็พบว่ากลุ่มที่กำลังนำเสนออยู่หน้าห้องคือเพื่อนทั้งสี่คน เอแคลร์ ทรายแก้ว น้ำหอมและแพรวา รวมทั้งมีอีกคนที่เธอจำไม่ได้ว่าอยู่ในกลุ่มมายืนอยู่ด้วย
“ดานิกา เธอมาสายไม่มีสิทธิ์เข้าเรียนในคลาสนี้นะ”
อาจารย์ตะโกนมาเสียงดุ ซึ่งเธอก็รู้ดีอยู่แล้วล่ะว่ามันต้องเป็นอย่างนั้น
อาจารย์ท่านนี้ไม่ชอบหน้าเธอเป็นทุนเดิม ด้วยความที่เธอเป็นเด็กทุนที่คะแนนปาดหน้าเด็กของเธอไปเพียงไม่กี่คะแนน เลยทำให้อาจารย์เอาความไม่พอใจมาลงที่เธอทุกครั้ง
“อาจารย์คะ เมื่อเช้าเกิดอุบัติเหตุจริงๆ หนูต้องดูแลแม่ที่โรงพยาบาลแล้วดันมีปัญหานิดหน่อยค่ะ” เธอแก้ตัวพร้อมก้มหัวน้อยๆ ให้อาจารย์
“เรื่องแม่เธออาจารย์ไม่รู้หรอกนะ แต่ถ้าทุกคนในห้องนี้เป็นเหมือนเธอ มีแม่นอนป่วยที่โรงพยาบาลจนมาสายทุกวันมันจะเกิดอะไรขึ้น?”
เพราะไม่ใช่แม่ของอาจารย์ไงคะ อาจารย์ถึงพูดได้ เธอแอบตอบกลับอาจารย์อยู่ในใจ
ใช่ว่าเธอจะอยากให้แม่ไปนอนอยู่โรงพยาบาลเสียเมื่อไร ถ้าเลือกได้เธอก็อยากให้แม่มีชีวิตที่ปกติ ยิ้มแย้มมีความสุขไม่ต้องทนเจ็บปวดกับโรคร้าย คนที่มีชีวิตปกติอย่างพวกเขาจะไปเข้าใจอะไร
“อะๆ แค่พูดนิดหน่อยไม่ต้องมาทำหน้าเศร้า เห็นแล้วทุเรศลูกตา จะเข้าก็เข้ามา จะได้เรียนต่อกันเสียที”
“ขอบคุณค่ะอาจารย์”
เธอเดินเข้าห้องมานั่งยังที่ประจำท้ายห้องซึ่งมีกระเป๋าของเพื่อนทั้งสี่คนวางอยู่ก่อนแล้ว แต่ตอนนี้เธอต้องเตรียมตัวเพื่อออกไปพรีเซนต์ร่วมกับคนอื่นๆ เลยทำได้แค่วางกระเป๋าของตัวเองแล้ววิ่งไปยืนหน้าห้องข้างคนอื่นอย่างรู้งาน
“ต่อไปนะคะ ตรงนี้เป็นส่วนของเนื้อผ้าที่เราได้ออกแบบเอาไว้ค่ะ...”
ทรายแก้วเป็นคนที่มีความมั่นอกมั่นใจ เสียงดังฟังชัด ทำให้เธอได้รับหน้าที่ในการนำเสนอโดยมีคนอื่นๆ คอยสนับสนุนอยู่ไม่ห่าง
จนเวลาผ่านไปร่วมสิบนาที ในที่สุดการนำเสนอก็ได้สิ้นสุดลง ดานิกากำลังยืนรอให้เพื่อนเรียกชื่อเพื่อที่จะได้ทำความเคารพอาจารย์และเพื่อนๆ ทว่าพอเรียกชื่อเพื่อนคนสุดท้ายก่อนถึงชื่อเธอ ทุกคนกลับโค้งลงพร้อมกัน
ไม่มีชื่อเธอในโครงงานฉบับนี้...และทุกคนก็ไม่ได้สนใจเลยว่าเธอจะหน้าเหวอมากแค่ไหน พวกเธอแค่ทำเหมือนกับว่าเธอไม่มีตัวตน แล้วเดินเข้าไปหลังห้องโดยทิ้งดานิกาให้เดินตามหน้าเจื่อนๆ
“ทำไมไม่มีชื่อฉันล่ะทราย”
หลังจากที่กลับมานั่งที่แล้วเธอก็ถามเพื่อนออกไป เธอไม่ได้คิดไปเองใช่ไหมว่าพวกเธอจงใจเมิน แม้แต่เอแคลร์ที่สนิทกับเธอที่สุด ก็เอางานขึ้นมาทำโดยไม่สนใจเธอเลยสักนิด
“ก็แกไม่ได้ทำงาน แล้วจะมีชื่อได้ไง” ทรายแก้วยกกระจกขึ้นมาส่องพลางจัดหน้าม้าตัวเองไปด้วย
“ไม่ได้ทำงานอะไร ฉันก็ช่วยแกทำตั้งเยอะนะ”
“เหรอ? ขอโทษนะแต่บังเอิญมิ้นต์ทำเยอะกว่า”
คงเป็นเพื่อนใหม่ที่เข้ากลุ่มมาสินะ ตอนนี้ดานิกาหน้าชาไปหมด ทั้งเรื่องที่ถูกตัดชื่อออกจากงานโดยที่ไม่รู้ตัว ทั้งเรื่องที่ถูกเอาคนอื่นมาแทน ก็ถ้าพวกเธอไม่อยากให้ร่วมกลุ่มแต่แรก จะเร่งให้เธอมานี่จนต้องเจ็บตัวไปทำไมกัน
เจ็บตัวไม่เท่าไร แต่เจ็บใจที่ถูกเพื่อนทิ้งเนี่ยสิ...
“อันที่จริงที่อาจารย์พูดก็ถูกนะดา”
น้ำหอมที่นั่งถัดจากทรายแก้วได้พูดขึ้น
“ถ้าแกยังมีปัญหาชีวิตแบบนี้ บางทีแกก็น่าจะทำอะไรที่ไม่ต้องเดือดร้อนถึงคนอื่น ไปปรึกษาอาจารย์เรื่องดรอปเรียนดีกว่าไหม รอแม่แกเอ่อ...ออกจากโรงพยาบาลแล้วค่อยว่ากันใหม่”
ประโยคสุดท้ายน้ำหอมพูดเสียงอ้อมแอ้ม เพราะทุกคนต่างก็รู้ว่าแม่ของเธอไม่มีทางหายดี มีแค่ดานิกาที่ยังหลอกตัวเองไปวันๆ
พอเพื่อนพูดแบบนี้ในใจเธอมันก็เกิดหน่วงแปลกๆ ทุกวันนี้เธอรู้ว่าเพื่อนไม่สบายใจที่ต้องรอในหลายๆ เรื่อง ทั้งเวลานัดไปเที่ยวกันก็ไปไม่ได้เพราะต้องทำงาน ทั้งเรื่องแชร์เงินกันก็มักจะติดที่เธอเสมอ ไหนจะเรื่องที่เธอมาสายเพราะต้องดูแลแม่เป็นประจำ
เธอเข้าใจเพื่อนได้ทั้งหมด แต่กลับไม่มีใครเข้าใจเธอเลยสักคน
“ขอบใจนะหอม ไว้ฉันจะลองคิดดู”
เธอเลือกที่จะตอบกลับไปแบบไม่รุนแรง ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วในใจมันโคตรพัง อยากหนีออกไปจากตรงนี้ให้รู้แล้วรู้รอด หากไม่ติดว่าตัวเองกำลังจะขาดเรียนเกินจนจะไม่มีสิทธิ์เข้าสอบ
แต่แล้วก็มีคนมาทำให้เธอต้องฉุนขาด
“แกไม่ต้องไปรักษาน้ำใจอะไรหรอกหอม ก็บอกไปตามตรงว่าให้มันไปดรอปเรียนให้มันจบๆ แล้วรอแม่ตายก่อนค่อยมาเรียนใหม่ สภาพอย่างนั้นรักษายังไงก็ไม่หายหรอก”
ปึง!!
เพราะคำพูดของทรายแก้วทำให้ดานิกาทนฟังไม่ไหวอีกต่อไป เธอลุกขึ้นตบโต๊ะอย่างแรงจนเสียงดังลั่นไปถึงคนที่กำลังพรีเซนต์อยู่ที่หน้าห้อง
“อะไร เกิดอะไรขึ้น?” อาจารย์ถามออกมาเสียงดัง
ในขณะที่ทุกคนมองมาที่เราเป็นตาเดียว ทรายแก้วที่เพิ่งพูดจาใจร้ายไปกลับไม่มีแม้แต่สีหน้าสำนึกผิด เธอกอดอกมองมาที่ดานิกาพลางยกยิ้มมุมปาก ไม่ได้รู้สึกผิดกับสิ่งที่ตัวเองพูดออกมาเลยแม้แต่น้อย
“แกจะโวยวายทำไมดา ฉันก็พูดเรื่องจริงทั้งนั้น แม่แกเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ยังไงก็ไม่มีวันรักษาหายหรอก มีแต่รอวันตายเท่านั้นแหละ”
“แม่แกไม่ได้กำลังจะตายแกก็พูดได้สิ ทำไมแกถึงไม่เคยคิดเลยนะว่าคนอื่นจะรู้สึกยังไงกับสิ่งที่แกทำอยู่ทราย”
เสียงของเธอดังขึ้นเรื่อยๆ จนคนทั้งห้องหันมามอง คิดว่านั่นคงทำให้คนร้ายกาจอย่างทรายแก้วรู้สึกแย่บ้าง แต่เปล่าเลย เธอยังคงยิ้มหน้าระรื่นในขณะที่กอดอกพูดด้วยท่าทีหยิ่งผยอง
“ก็แม่ฉันไม่ได้กำลังจะตายไง แต่ฉันก็ไม่เคยทำให้เพื่อนหรืออาจารย์เดือดร้อน แกรู้ไหมว่าตอนนี้แกค้างค่าเทอมมากี่เทอมแล้ว ว่ากันตามตรง มีเพื่อนอย่างแกแม่งโคตรน่าอายเลยว่ะ”
ต้องถูกเลี้ยงมายังไงถึงได้พูดคำพูดพวกนี้ออกมาได้ เธอเกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย พ่อแม่ใจดีและมีชื่อเสียง ทุกอย่างเพียบพร้อมจนหล่อหลอมให้เธอกลายเป็นคนดีคนหนึ่งได้เลยด้วยซ้ำ แต่ทำไมจิตใจมันถึงได้สวนทางกับหน้าตาได้ขนาดนี้
ดานิกายืนฟังพลางกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ มันเหมือนมีไฟมาสุมอยู่ในอกจนไม่สามารถทนฟังได้อีกต่อไป
“ทราย พอได้แล้วมั้ง” เอแคลร์ที่เงียบอยู่นานดึงชายเสื้อทรายแก้วยิกๆ สายตาของเธอเหลือบมองมาที่เพื่อนสนิทด้วยความรู้สึกผิด
“หรือแกอยากมีเพื่อนอย่างนี้ล่ะเอแคลร์ อยากมีก็ไปด้วยกันนะ ฉันไม่ว่าหรอก” ทรายแก้วหันไปกดดันเอแคลร์อีกคน
“คือว่าฉัน...”
เอแคล์หันมามองดานิกาด้วยสีหน้าลำบากใจ เธอไม่ได้ตอบอะไรเพื่อน แค่ส่ายหน้าเชิงบอกว่าไม่เป็นไรเท่านั้น
เธอรู้ว่าเอแคล์กลัวทรายแก้วอยู่มาก แล้วก็ไม่อยากให้เพื่อนต้องมาร่วมชะตากรรมมีปัญหากับยัยเด็กบ้านรวยนี่ไปด้วย นาทีนี้ถ้าจะพัง เธอขอพังคนเดียวเท่านั้น
เอแคลร์ปล่อยมือจากชายเสื้อของทรายแก้วทันที ดานิกาเห็นอย่างนั้นก็ตรงเข้าไปคว้าคอเสื้อของทรายแก้วให้ลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากับตัว ทุกคนที่เห็นดังนั้นก็รีบยกมือถือขึ้นมาถ่ายด้วยความสนใจ
“จะทำอะไรของแก คิดจะทำเก่งกับฉันเหรอ?”
“อย่าคิดว่าพ่อเธอมีอำนาจแล้วฉันจะกลัวนะ เธอใช้อำนาจข่มขู่ทุกคนฉันไม่ว่า ใช้เงินซื้อเพื่อนฉันก็ไม่ว่าเลย แต่อย่ามายุ่งกับฉัน อย่ามาพูดถึงแม่ฉันอย่างนั้น!!”
“เอาสิ ถ้าโกรธก็ตบฉันเลย ที่ฉันพูดมันผิดตรงไหน แม่แกกำลังจะตาย แกมันก็แค่นังกระจอกที่หาเงินมาจ่ายค่าเทอมไม่ได้ด้วยซ้ำ...”
เพียะ!
ฝ่ามือของเธอฟาดเข้าที่แก้มของทรายแก้วเต็มๆ จนอีกฝ่ายหน้าหัน ตอนนี้ทุกคนต่างนั่งไม่ติดอีกต่อไป บ้างก็รีบอัพช็อตเด็ดเมื่อครู่ลงโซเชี่ยล เพราะดานิกากำลังทำในสิ่งที่ไม่มีใครกล้าทำ
“อีดา มึงกล้าตบกูเหรอ!!” ทรายแก้วเอามือกุมหน้าหันมามองเธอด้วยแววตาโกรธเกรี้ยว
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เจอแบบนี้เธอคงจะกลัวจนยอมถอย บ้านของแม่นี่มีอิทธิพลมาก เธออาจจะโดนบีบจนเรียนที่นี่ต่อไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
แต่ว่านะ...ตอนนี้เธอมีอะไรให้เสียอีกล่ะ
“เออ กล้าทำมากกว่าตบด้วย!!” ดานิกาตะโกนใส่หน้าทรายแก้วอย่างท้าทาย
“ไปตายซะเถอะมึง”
เพียะ!!
เธอไม่รอให้ตัวเองถูกตบหรอก พออีกฝ่ายทำท่าจะเข้ามาเธอก็สวนฝ่ามือไปอย่างรวดเร็ว แต่ครั้งนี้อีกฝ่ายตั้งตัวได้เร็วกว่าเดิมมาก ทำให้มือของทรายแก้วนั้นพุ่งเข้ามาจับผมของเธอไว้แล้วกระชากอย่างแรง
“ไปตายซะเถอะอีดา อีกระจอก อีคนจนเหม็นบูด!!”
“คิดว่ากูจะยอมมึงเหรอ กรี๊ด!!!”
ทั้งสองคนเริ่มพุ่งเข้าใส่กันจนล้มลงไปกองที่พื้นทั้งคู่ กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่ที่พื้นโดยที่ดานิกาต้องระวังอย่างมากไม่ให้ตัวเองโดนตบ ต่างคนต่างก็สลับกันทำให้อีกฝ่ายเจ็บปวดด้วยการดันตัวอีกคนไปกระแทกโต๊ะบ้าง หยุมหัว จับหัวกระแทกพื้นบ้าง ทำให้ตอนนี้ไม่มีใครสภาพดีไปกว่าใคร
แต่สำหรับดานิกา มันไม่พอหรอก ปากมอมแบบนี้มันต้องถูกตบจนเลือดกบปากเท่านั้น
“หยุดนะทั้งสองคน ครูบอกให้หยุด!!”
“ไปตายซะอีดา ไปตายตามแม่มึงไปเลย!”
“งั้นก็ไปตายด้วยกันนี่แหละอีเวร!!!”
แม้แต่เสียงร้องห้ามของครูยังไม่เป็นผล ในหูของดานิกาได้ยินเพียงเสียงเชียร์ของเพื่อนร่วมห้องที่ดังกระหึ่ม ราวกับจะบอกว่าให้ทั้งคู่ตบกันให้แรงกว่านี้อีก
และเธอก็ยินดีจัดให้
“ฉันบอกให้หยุด”
เพียะ!
“หยุด!!”
เพียะ!!
“หยุด!!!”
ซ่า...
ทุกอย่างเงียบลงเมื่อน้ำเย็นๆ ราดหัวของทั้งคู่ ทั้งดานิกาและทรายแก้วต่างก็แยกออกจากกันด้วยความตกใจ ก่อนจะพบว่าสภาพตอนนี้ต่างก็ยับเยินไม่ต่างกัน
เธอเจ็บท้ายทอย แขน บ่า ไหล่ หัวเข่าก็ช้ำ ส่วนทรายแก้วนั้นส่วนอื่นไม่เป็นอะไรมากนัก แต่ก็หน้าเยินพอๆ กัน
ส่วนเจ้าของน้ำเย็นนั้น กำลังยืนล้วงกระเป๋ามองมาที่ทั้งคู่ด้วยสายตาเรียบเฉย
“รำคาญ กัดกันเหมือนหมาอยู่ได้”
“ไอ้ภู มึงกล้าเอาน้ำราดหัวกูเหรอ!” ทรายแก้วโวยวายขึ้นมาเสียงดัง ครูที่เห็นว่าเหตุการณ์สงบเลยเข้ามากลางวง
“พอทั้งคู่เลย พวกเธอทำเรื่องแล้วรู้ตัวบ้างไหม”
“หนูเหรอคะทำ อีดามันตบหนูก่อน ทุกคนก็เห็น!”
“ยังมีหน้ามาโทษคนอื่น แกจะโดนตบไหมถ้าไม่พูดถึงแม่คนอื่นในทางที่ไม่ดี”
“ก็แม่มึงจะตาย กูพูดอะไรผิดตรงไหน”
“งั้นถ้าแม่มึงตายบ้างล่ะอีทราย”
“ดานิกา ฉันบอกให้เธอหยุด!”
เสียงดุๆ ของอาจารย์ทำให้ดานิกาได้สติ สายตาหันไปมองหน้าอาจารย์สาวด้วยความรู้สึกที่ไม่เข้าใจ
ทั้งที่เธอเป็นฝ่ายถูกหาเรื่องก่อน แต่พอเราทะเลาะกัน ทำไมเป็นเธอที่ถูกดุเพียงคนเดียวเสมอเลย...
“ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าเรื่องแม่เธอมันทำให้คนอื่นเดือดร้อน อันที่จริงมหา’ลัยมีกฎไม่ให้นักศึกษาค้างค่าเทอม ในเมื่อเธอทำตัวไม่เหมาะสมทั้งที่ทางมหา’ลัยอนุโลมเรื่องนั้นให้ ก็ไปทำเรื่องลาออกซะ”
“อะไรนะคะ...”
“ฉันยังพูดไม่ชัดพอเหรอ เธอถูกไล่ออก”
